เรามาลดน้ำหนักกันเหอะ
posted on 25 Sep 2009 04:14 by pizza-peachมีคนบอกผมว่าถ้า “ถ้ามึงผอมมึงอาจจะหล่อ !!”
ถ้ามองไปตามตัวหนังสือที่เข้าแถวเรียงกันอยู่บนบรรทัดแรกจะเห็นคำว่า‘มึงไม่หล่อ’ยืนเบียดตัวอยู่ในนั้น
และถ้าผอมจริงๆจะหล่อเปล่าก็ไม่รู้
จะว่าไปแล้วคำพูดแบบนี้แหวกอากาศเดินทางเข้ารูมาตั้งแต่ช่วงที่ผมเรียนอยู่มัธยมแล้ว ตอนนี้ก็กำลังจะจบมหาลัยแล้วซึ่งนับได้ว่าผมยังไม่เคยผอม นั่นแสดงว่ายังไม่เคยหล่อซักที แต่นั่นหมายความว่าพวกเพื่อนของผมอย่างน้อยมันก็ไม่ได้นับผมเป็นเพื่อนเพราะหน้าตา เอ่อ หรืออาจถือคติที่ว่า ‘ ไม่คบคนหล่อกว่า ’ ก็เป็นได้
จริงๆแล้วการเป็นคนอ้วนก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่ารังเกียจอะไร คนอ้วนๆที่น่ารักก็มีอยู่เยอะแยะไปถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช้คนในประเภทอย่างที่ว่าก็เถอะ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมามันบอกว่าคนที่รังเกียจคนอื่นเพราะอ้วนนั้น น่ารังเกียจว่าตั้งเยอะ
เคยตอบตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงอ้วน จริงๆแล้วก็บอกกับตัวเองให้พยายามลดน้ำหนักมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้ผล เผลอทีไรเป็นหยิบเข้าปากทุกที
ในทางวิทยาศาสตร์ แทนไท ประเสริฐกุล บอกไว้ใน‘ โลกจิต ’ว่า มนุษย์เมื่อก่อนอยู่ในถ้ำ อาหารหลักๆเกิดขึ้นจากการล่าสัตว์เป็นหลัก เวลากินทีก็กินต้องกินเยอะๆ เพราะไม่รู้ว่าจะได้กินอีกทีเมื่อไหร่ เป็นแบบนี้จนกลายเป็นสัญชาติญาณลึกๆ และเชื่อกันว่าสัญชาติญาณนี้ยังคงดำรงอยู่จนมาถึงทุกวันนี้
ในขณะที่พวกเรากำลังกินกันอยู่นั้น เราไม่เคยสังเกตว่าอาหารที่เรากินนั้นมาจากไหน
เมื่อโลกกำลังเผชิญกับปัญหาข้าวแพงโดยที่เราไม่รู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง แต่ก็ใช้ชีวิตตามปกติ แค่ลดรายจ่ายอย่างอื่น มาใช้กับการกินมากขึ้นโดยที่เรามองไม่เห็นว่า ในมุมอื่นๆของโลกใบนี้มีคนที่หาเช้ากินค่ำ มุมที่ประเทศของเค้าประสบปัญหาประชากรล้นประเทศจนข้าวในประเทศนั้นมีไม่พอ มุมที่ภูมิประเทศของเค้าไม่เอื้ออำนวยต่อการเกษตรกรรม ดินเสื่อมคุณภาพ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล และอีกหลายๆมุมที่หากค่าอาหารเพิ่มเค้าจะได้กินน้อยลง
ลุงมาหับบัต อาลี ซีค อาศัยอยู่ทางเหนือของบังกลาเทศ ซึ่งมีประชากรที่ประทังชีวิตด้วยเงินไม่ถึง 1 ดอลล่าต่อวัน เพื่อซื้อข้าวสาลีเอาไปเลี้ยงครอบครัว ลุงแกก็เป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลพวกนี้
เสบียงอาหารโลกตกต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ คนกลุ่มที่ว่ากำลังประสปปัญหานี้โดยตรง
สมัยเด็กๆผมค่อนข้างสนุกกับการมีชีวิต วิ่งเล่น ขี่จักรยาน สนุกกับเพื่อนๆโดยที่เด็กในอีกโลกหนึ่งต้องสัมผัสกับความหิวโหยตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ ฟังดูน่าหดหู่
หากเราบริโภคเนื้อหมู 1 ส่วน เรากำลังบริโภคธัญพืชไป 3 ส่วน ไม่ใช่ในแง่ของแคลอรี่ แต่เป็นปริมาณของธัญพืชที่สูญเสียไปเพื่อใช้ในการเลี้ยง กรุงเทพปัจจุบันสิ่งที่น่าวิตกมากคือเรามีสถิติโรคอ้วนมากขึ้น ผู้ใหญ่อ้วนเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเป็นร้อยละ 25 ( พ.ศ. 2544 –2545 ) เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนที่มีเพียงร้อยละ 15.7
ปัจจุบันสิ่งที่น่าวิตกมากคือเรามีสถิติโรคอ้วนมากขึ้น ผู้ใหญ่อ้วนเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเป็นร้อยละ 25 ( พ.ศ. 2544 –2545 ) เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนที่มีเพียงร้อยละ 15.7
ลองๆมาคิดดู
เราจะลดยังไงกันได้บ้าง
1.เลิกกินอาหารบุฟเฟ่ เพราะอาหารส่วนมากที่เรากินจะอยู่ในประเภทของเนื้อเป็นส่วนใหญ่ และหากใช้ปรอตวัดความอิ่มหลังจากที่ผมกินอาหารบุฟเฟ่แล้ว ผมว่าปรอตแตกแน่ๆ จากการทดลองดู ผมพบว่าผมมีเงินเหลือมากขึ้น และได้ทำอะไรใหม่ๆมากขึ้นตั้งแต่การกินอาหารในร้านที่ราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันแล้วจ่ายไปพอๆกับการกินอาหารบุฟเฟ่ ซึ่งน่าแปลกที่ร้านราคาแพงมันอร่อยกว่าเยอะ!! แถมเวลาไปทริปมีงบเยอะขึ้นอีกตังหาก
2.กินผักหน่อยเหอะ ผมสูญเสียความสามารถในการกินผักตั้งแต่จำความได้ เพราะแม่บอกว่าเมื่อก่อนผมกินผักเก่งมากๆ แต่ผมจำความรู้สึกแบบนั้นไม่ได้เลย
จริงๆแล้วการกินผักก็เหมือนการหาเพื่อนที่ใช่เหมือนกัน ยังไงน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าผักมันไม่ได้ไม่อร่อยไปซะทุกอย่าง แถมลองๆกินไปเรื่อยก็สามารถติดงอมแงมได้เหมือนกัน วิธีตามหาก็คือลองคุยกับตัวเองดูว่าเราไม่ชอบผักเพราะอะไร อย่างผมเป็นคนไม่ค่อยมีปัญหากับกลิ่น แต่มีปัญหากับ‘รสขม’ และวันนึงได้พบกับเมนู แม้วหมูสับดู ถูกลิ้นอย่างบอกไม่ถูก รสชาติหมูนิ่มๆกับผักที่กรอบๆ ถ้าจะให้ลองแนะำนำอีกก็ขอแนะนำแขนงหมูกรอบ แต่ฟังดูไม่เข้าคอนเสปลดน้ำหนักเท่าไหร่เลย วะ ฮ่าๆ ๆ.. ๆ
3.กินน้อยๆแต่กินนานๆ ไม่น่าเชื่อว่าการกินช้าๆและค่อยๆเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ทำให้เราอิ่มได้ แนะนำครับแนะนำ
4.เข้าเซเว่นให้น้อยลง ( พูดแบบนี้เซ่เว่นโกรธตาย ) อย่างที่เรารู้ครับ ร้านนั้นมีแต่ของกิน บางทีไม่ได้อยากกินอะไร แค่เข้าไปตามเพื่อนแผลอแปบเดียวก็มีของกินอยู่ในมือซะแล้ว
บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความเห็นแก่ตัวล้วนๆ
ผมแค่อยากจะมีสุขภาพแข็งแรง เมื่อมีอายุมากๆแล้ว คนที่รักผมจะได้ไม่ต้องลำบากมาคอยดูแล ถึงแม้ว่าเค้าจะเต็มใจแต่ผมก็ไม่อยากให้เป็นอย่างงั้น ทำไมอะเหรอ.. ก็เพราะรักอะดิ และถ้าจะถามว่าเพราะอะไรอีก ก็แค่อยากเอารอยยิ้มแบบที่ผมยิ้มตอนเด็กๆไปป้ายบนหน้าเด็กหิวๆเหล่านั้นบ้าง อยากเอาไปป้ายคุณลุงกับครอบครัว
คิดดูสิ โลกที่มีแต่รอยยิ้มนั้น น่าอยู่แค่ไหน และได้แต่หวังว่ายิ้มพวกนั้นจะกลับมาเปื้อนหน้าเหงาๆของผมได้บ้าง
ปล.ยิ้มหน่อยสิ
[ หายไปนาน ไม่มีไรจะแก้ตัวครับ ขีเกียจจริงๆ ]
ข้อมูลและรูปจาก google และ nation geoghaphic, โลกจิต ข้อมูลสถิติจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์


